หน้าแรก HOME สมัครสมาชิก กิจกรรม activities เว็บบอร์ด webboard เกี่ยวกับเรา about us ติดต่อเรา contact us บริษัทในเครือ vip group
หมวดหมู่สินค้า
 hidden ผลิตภัณฑ์ของเรา
 hidden วัคซีน
 hidden พรีมิกซ์
 hidden ยาปฏิชีวนะ
 hidden ยาผสมอาหาร
 hidden ยาฉีด&ยาปั๊มปาก
 hidden วิตามินละลายน้ำ
 hidden สารฆ่าเชื้อ แมลงและหนู
 hidden กรดอินทรีย์รวม ชนิดน้ำ
 ใส่อีเมล์เพื่อรับข่าวสาร
สมัคร   ยกเลิก
 สาระน่ารู้
  อันตรายจาก 4 เชื้อร้ายในอาหาร (20)
  การทำวัคซีนไก่ไข่ (183)
  โรคบิดสุกร (293)
  โรคบิดไก่ (319)
 เรื่องน่ารู้คนออฟฟิศ
  วีธีทำให้ชีวิตโล่ง และเบาขึ้น (30)
  ข้อแนะนำ วิธีนวดฝ่าเท้าด้วยตัวเอง แบบง่ายๆ (31)
  เรื่องน่ารู้ วิธีทำงาน รวมกับคนที่ไม่ชอบหน้า (50)
  คนทำงานหน้าคอมฯ เสี่ยง ออฟฟิศซินโดรม  (57)
 ธรรมะในการทำงาน
  ทำงานเพื่อเจริญสติปัญญา (29)
  ความสุขที่เรียบง่าย  (37)

  +กรมปศุสัตว์
  +สำนักพัฒนาการปศุสัตว์และถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมปศุสัตว์

บริษัท เวท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด.... สินค้ามาตรฐาน เพื่อฟาร์มมาตรฐาน.... ด้วยทีมงานบริการที่ประทับใจ

เรื่องน่ารู้คนออฟฟิศ

"คนทำงานหน้าคอมฯ เสี่ยง ออฟฟิศซินโดรม "
(เข้าชมทั้งหมด 57 คน)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แพทย์ชี้คนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์-โอเปอเรเตอร์ เสี่ยง "โรคออฟฟิส ซินโดรม" สูง เหตุสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน-อิริยาบทไม่เหมาะสม ด้านจักษุแพทย์แนะ พักสายตาทุก 20 นาที

ผศ.นพ.วิษณุ กัมทรทิพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวภายในการประชุมวิชาการเรื่อง "Office Syndrome” โรคภัยในออฟฟิศ ว่า โรคออฟฟิส ซินโดรม เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานตลอดเวลา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ อาทิ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ส่วนบางรายที่มีอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนอยู่แล้ว หากทำงานในอริยาบทที่ผิดจะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น

จากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในประเทศฝั่งยุโรป พบว่า ส่วนใหญ่ต้องปรึกษาแพทย์ด้วยอาการต่างๆ โดยอันดับหนึ่งคือ การปวดหลัง รองลงมามีอาการปวดบริเวณคอ/ ไหล่ และปวดศีรษะตามลำดับ ซึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะออฟฟิศ ซินโดรม

นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 16-24 ปี มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากต้องทำงานหนัก ประกอบอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสม ทั้งนั่งหลังค่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบท รวมทั้งปัญหาความเครียดก็ส่งผลต่อการเกิดภาวะนี้ด้วย โดยพบสูงถึงร้อยละ 80

สำหรับประเทศไทย เคยสำรวจในคนทำงาน ที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจำนวน 400 คนพบว่าร้อยละ 60 มีภาวะดังกล่าว“ไม่เพียงแต่อิริยาบถของคนทำงานที่ไม่เหมาะสม สภาพโต๊ะทำงานยังเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ทั้งโต๊ะทำงานที่ไม่เป็นระเบียบไม่สะดวกต่อการหยิบสิ่งของ เก้าอี้ไม่เหมาะสม ไม่มีพนักพิงที่รองรับหลังอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกดแป้นคียบอร์ดที่ไม่มีตัวรองรับข้อมือ จะทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น รวมทั้งเกิดภาวะพังผืดหนา ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้ว และข้อมือ” ผศ.นพ.วิษณุ กล่าว

ผศ.นพ.วิษณุ กล่าวอีกว่า การป้องกันต้องเริ่มจัดสภาพโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ โดยให้ด้านขวาของโต๊ะปล่อยโล่ง ไม่มีสิ่งของมากีดขวาง เพื่อความสะดวกต่อการเคลื่อนไหวในการหยิบสิ่งของต่างๆ

ส่วนสิ่งของต่างๆ บนโต๊ะทำงานควรวางด้านซ้ายแทน เพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และหยิบจับได้สะดวก และควรเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดคียบอร์ดได้อย่างถนัด ประกอบตัวแป้นคียบอร์ดควรมีที่รองรับข้อมือ ไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ ด้วย

ส่วนเก้าอี้ควรเป็นแบบปรับขึ้นลงได้ และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้ด้วย นอกจากนี้ ควรเลือกจอคอมพิวเตอร์แบบ LCD หรือจอแบน เนื่องจากการสำรวจพบว่า จอแบบ CRT ซึ่งเป็นจอลักษณะโค้งมนจะทำให้เกิดการเพ่งสายตา และปวดศีรษะมากกว่าการใช้จอแบบ LCD “พวกพนักงานรับโทรศัพท์ก็ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน เพราะต้องคอยรับหูโทรศัพท์ตลอดเวลา ควรหยุดพักบ้าง หรือหันมาใช้เฮดโฟนแทน สิ่งสำคัญคนทำงานต้องตระหนักถึงภัยจากภาวะนี้ ด้วยการฝึกอิริยาบถการนั่งทำงานให้เหมาะสม เช่น เมื่อนั่งหลังค่อมต้องปรับท่านั่งใหม่ และควรพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายทุกๆ ครึ่งชั่วโมง รวมทั้งควรหัดออกกำลังกายคลายเส้นบ้าง จะช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึงจนเกินไป” ผศ.นพ.วิษณุ กล่าว

 

รศ.พญ.จุฑาไล ตัณฑเทอดธรรม ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ปัญหาที่พบบ่อยในคนทำงานออฟฟิศ คือ ปัญหาด้านสายตา อาทิ ตาแห้ง น้ำตาไหล ระคายเคืองตา ตามัว ปรับภาพได้ช้าลง ซึ่งเกิดจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้การกระพริบตาน้อยละ หนังตาเปิดกว้างขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้ง ส่งผลให้น้ำตาระเหยมาก จนกระทั่งเกิดความระคายเคืองตาและตาแห้ง

นอกจากนี้ การเพ่งสายตาที่หน้าจอยังทำให้ต้องกลอกตาไปมาตลอดเวลา ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ทำให้ปวดตาในที่สุด ดังนั้น ควรพักสายตาเป็นระยะ ทุก 20 นาที หลับตา ทุก 1 ชั่วโมง ลุกเดินเพื่อพักสายตา และควรจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศา เพื่อช่วยลดอาการปวดตาและปวดคอ

รศ.พญ.จุฑาไล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ควรปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม โดยปรับความสว่างให้มากประมาณสามเท่าจากความสว่างของสภาพแวดล้อม และควรปรับสีของจอให้สบายตา  เนื่องจากงานวิจัยพบว่าตัวอักษรสีเข้มบนพื้นจอสีอ่อน จะทำให้สบายตา ส่วนความเข้าใจที่ว่า รังสีจากจอคอมพิวเตอร์หากได้รับเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดอันตราย อาทิ มะเร็ง ไม่เป็นความจริง เนื่องจากปริมาณรังสีที่ออกมามีจำนวนน้อยเพียง 1 ใน 10 safety dose ซึ่งไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

โพสต์เมื่อ : 2007-09-13


อ่านบทความถัดไป
1 | 2 | 3 | 4 |



You are visitors number


All rights reserved © Copy right 2010 - 2012

Powered by ThaiMarketCenter.com