อาการ ไก่ป่วยแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร ขนฟู ตัวที่ป่วยรุนแรงจะหยุดกินน้ำและอาหาร ในระยะแรกของการท้องเสียอุจจาระจะเหลวเป็นน้ำ ต่อมาอุจจาระจะข้นขึ้นเล็กน้อยมีสีน้ำตาลเข้มหรือมีเลือดปนออกมา ถ้ายังไม่มีการรักษาไก่อาจจะตายได้
คุณสมบัติของเชื้อ : เชื้อบิด (ไอเมอเรีย)เป็นสัตว์เซลล์เดียวมีขนาดเล็กมาก เมื่อมีการติดเชื้อสัตว์จะมีการขับถ่ายเชื้อออกมานอกร่างกายในรูปของไข่บิด(oocyst) ซึ่งมีความคงทนต่อสภาพแห้งแล้งและยาฆ่าเชื้อบางชนิด สามารถทนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แห้งได้นานถึง 18 เดือนหรือมากกว่า ดังนั้นการติดเชื้อในโรงเรือนจึงเป็นการติดเชื้อแบบต่อเนื่องไม่ถูกทำลายด้วย ฟอร์มาลิน , กรดคาร์บอลิค , กรดกำมะถัน ไข่บิด(oocyst) จะถูกทำลายด้วยน้ำยาครีโอโสต , ไลซอล และแอมโมเนีย การต้มหรือทำให้ร้อนไข่บิด(oocyst) จะตายภายใน 10 นาที การเกิดโรคติดเชื้อของแต่ละสายพันธุ์ จะมีการจำเพาะกับชนิดของสัตว์ (Host specific) และตำแหน่งของการเกิดโรคนี้จะเกิดขึ้นจำเพาะส่วนในแต่ละส่วนของลำไส้ (Specific Iocation) สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการระบาดของโรคได้บ่อยและทำความเสียหายมากมีเพียง 3 สายพันธุ์ เท่านั้นได้แก่ 1) ไอเมอเรีย เทนเนลล่า 2) ไอเมอเรีย เนคาทริกซ์ และ 3) ไอเมอเรีย อะเซอวูลิน่า
การติดต่อ ไข่บิด(oocyst) จะปนเปื้อนกับน้ำและอาหารทำให้การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปริมาณของไข่บิด(oocyst)ที่ก่อโรคได้ในไก่นั้นแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ไก่จะต้องกินไข่บิด(oocyst)เข้าไปมากถึง 2,000,000ใบ แต่บางสายพันธุ์ให้ไก่กินไม่เกิน 500ใบ ก็แสดงอาการเป็นโรคได้
ระยะฟักตัว สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรครุนแรงเช่น ไอเมอเรีย เทนเนลล่า , และ ไอเมอเรีย อะเซอวูลิน่า นั้นจะมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 7 วัน
พยาธิกำเนิด กระบวนการเกิดโรคจะสัมพันธ์กับวงจรชีวิต (Life Cycle) ของเชื้อบิด
1. วงชีวิตนอกร่างกายไก่ : ไก่ป่วยจะมีการขับถ่ายไข่บิด(oocyst) ปนมากับอุจจาระ เมื่อออกสู่ภายนอกมันจะเปลี่ยนโครงสร้างภายใน มีการสร้างสปอร์ จึงจะเป็นตัวก่อโรคได้ ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลง 24-72 ชั่วโมง ดังนั้นไข่บิด(oocyst) จะมี 4 สปอร์โรซีสต์และแต่ละสปอร์โรซีสต์จะมี 2 สปอร์โรซอยท์
2. วงชีวิตภายในร่างกายไก่ : เมื่อไก่กินไข่บิด(oocyst)ที่ฟักตัว (Sporulated) แล้วน้ำย่อยในกระเพาะจะทำลายผนังไข่บิด(oocyst) ทำให้สปอร์แตกตัวออกมาสู่ภายนอกน้ำย่อยจากลำไส้จะย่อยสปอร์อีกครั้งหนึ่ง ทำให้สปอร์โรซอยท์แตกตัวออกมา สปอร์โรซอยท์ จะแทรกเข้าไปในเยื่อบุและผนังของลำไส้(1) ทำการแบ่งตัวครั้งแรกเรียกว่า เมอร์โรซอยท์ (Merozimts)(2) จะแทรกเข้าในเยื่อบุของลำไส้ต่อๆ กันไป(3-6) ทำให้มีการถูกทำลายของเยื่อบุลำไส้อย่างต่อเนื่อง การแบ่งตัวในระยะนี้จะเป็น แบบไม่มีเพศ (Asexual Division) การแบ่งตัวแบบไม่มีเพศจะเกิดขึ้น 2-3 ครั้ง เมอร์โรซอยท์บางตัวจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเซลล์ตัวผู้ (Male Gamrte)(7) และบางตัวจะเป็นเซลล์ตัวเมีย (Fremal gamete)(8) เซลล์ตัวผู้และเซลล์ตัวเมียจะมาผมสมพันธุ์กัน(9-10) เปลี่ยนแปลงเป็นไข่บิด(oocyst)(11)ถูกขับออกมานอกร่างกายไก่ (12)จากกการที่เมอร์โรซอยท์มีการแทรกเข้าไปแบ่งตัวภายในเยื่อบุของลำไส้ จะทำให้มีการฉีกขาดทำลายเนื้อเยื่อเหล่านี้โดยตรง ก่อให้เกิดมีเลือดออกและมีการแทรกซ้อนของพวกแบคทีเรีย ส่งผลให้ลำไส้มีการอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น

เชื้อบิดและรอยโรค
1. ไอเมอเรีย อะเซอร์วูลิน่า : ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนต้น แต่จากการทดลอง ให้ไก่กินไข่บิด(oocyst) 5,000,000 ใบ จะทำให้ไก่แสดงความรุนแรงและอัตราการตายสูง ระหว่าง 50-100 เปอร์เซ็นต์

1. ไอแมอเรีย เนคาทริกซ์ : โรคบิดทีเกิดการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนกลาง และมีเลือดคลั่งการเกิดโรคบิดจากเชื้อสายพันธุ์นี้จะมีความรุนแรง และ อัตราการตายจะสูงกว่าที่เกิดจากสายพันธุ์อื่น พบว่าเมื่อให้ไข่บิด(oocyst)10,000 ใบ จะทำให้ไก่แสดงอาการเป็นโรคได้อย่างรุนแรงเหมือนกับที่ระบาดตามธรรมชาติ

3.ไอเมอเรีย เทนเนลล่า : เชื้อนี้จะก่อให้เกิดโรคที่ส่วนของไส้ตัน (Caecum) ของไก่ จะเกิดอาการอักเสบรุนแรงและมีเลือดคั่งส่งผลให้เกิดสภาวะเลือดจางและอัตราการตายสูงจำนวนของเชื้อที่สามารถก่อโรคได้พบว่าเมื่อให้ไก่ได้รับไข่บิด(oocyst) 150-500ใบ ไก่แสดงอาการการตายต่ำ แต่ถ้าให้ได้รับ ไข่บิด(oocyst)3,000-5,000ใบ จะแสดงอาการรุนแรงและอัตราการตายสูง

การรักษา ปัญหาของการเกิดโรคบิดเป็นปัญหาที่พบทั่วทุกภูมิภาคในโลกไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่กระทง ไก่ไข่ ไก่พ่อแม่พันธุ์ ถ้าไม่มีมาตรฐานที่ดีในการที่จะควบคุมอาจกล่าวได้ว่าไก่ทุกฝูงจะต้องเกิดโรคบิดขึ้น
1. ยากลุ่มซัลฟาควินอกซาลีน หรือ ซัลฟาไดเมทรอกซีน

2. ยากลุ่มโททราซูริล

3. ยากลุ่มไดคลาซูริว
